เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานการณ์พลังงานในขณะนี้ถือเป็นวิกฤตรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากระดับปกติประมาณ 92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล พุ่งขึ้นเกือบ 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ซึ่งถือว่าสูงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่เคยทำสถิติไว้ราว 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการช่วยพยุงราคาพลังงาน ติดลบเกือบ 50,000 ล้านบาท แม้ยังมีวงเงินกู้ 150,000 ล้านบาทรองรับได้อีกประมาณ 2 เดือน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อก็อาจสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเงินของกองทุนอย่างมาก
ปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุว่า การบริหารราคาพลังงานในช่วงนี้ทำได้ยาก เนื่องจากต้องรักษาสมดุลระหว่างราคาตลาดโลก ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และผลกระทบต่อประชาชน โดยการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 2 วันติดต่อกันที่ผ่านมา มีเป้าหมายเพื่อรักษาสภาพคล่องของกองทุน และป้องกันการปรับขึ้นแบบก้าวกระโดด ซึ่งอาจนำไปสู่การกักตุนหรือลักลอบนำออกนอกประเทศ
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้สั่งการให้สำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสถานีบริการน้ำมัน โดยเฉพาะในช่วงก่อนการปรับราคา เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้า ขณะเดียวกันยังคงใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) วันละประมาณ 30 ล้านบาท เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพและราคาอาหารของประชาชน
สำหรับประเด็นโครงสร้างราคาและค่าการกลั่นนั้น การคำนวณสต๊อกน้ำมัน(เก่า-ใหม่) ของโรงกลั่นใช้วิธี Mark to Market ซึ่งเป็นตามหลักสากลที่ใช้กัน ซึ่งโรงกลั่นก็ต้องยอมรับความเสี่ยงตรงนี้ด้วย ส่วนค่าการกลั่นก็ไม่ใช่กำไรสุทธิ แต่ครอบคลุมต้นทุนคงที่ต่างๆ เช่น ค่าน้ำค่าไฟ ค่าขนส่ง ค่าแรง และค่าบำรุงรักษา และต้นทุนเพิ่มเติมอย่างค่า War Premium ค่าประกันภัย ค่าน้ำมันดิบที่แพงขึ้นในช่วงสงคราม
อย่างไรก็ตาม ในช่วงวิกฤตนี้พบว่า ค่า War Premium ที่เพิ่มเข้ามา ส่งผลให้เกิดกำไรส่วนเกิน (Windfall) ทางคณะ คตร. จึงเร่งพิจารณานำค่าการกลั่นเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 2.43 บาท มาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา เพื่อดึงส่วนต่างนี้กลับมาชดเชยให้ประชาชน โดยได้เรียกโรงกลั่นหารือเพื่อหาจุดสมดุลแล้ว และได้รับความร่วมมือเบื้องต้นจาก ปตท. และบางจาก ซึ่งคาดว่าจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมเพื่อสรุปตัวเลขได้ในวันจันทร์นี้ ก่อนจะพิจารณารูปแบบการช่วยเหลือต่อไปว่าจะเป็นการลดราคาให้ทันที หรือช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า เช่น กลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง ทั้งนี้ตัวเลข Windfall ในแต่ละเดือนมีความแตกต่างกัน
วิกฤตการณ์ครั้งนี้ถือว่ารุนแรงมากในประวัติศาสตร์ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน โรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมัน ผู้ประกอบการ และประชาชน กระทรวงพลังงาน พยายามอย่างเต็มที่ในการหาจุดสมดุลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการดึงกำไรส่วนเกิน หรือ Windfall มาช่วยแบ่งเบาภาระ ซึ่งเชื่อมั่นว่าโรงกลั่นที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยจะให้ความร่วมมือ เพราะนี่คือเวลาที่ต้องช่วยคนไทยด้วยกัน เพื่อฝ่าฟันวิกฤตที่หนักหน่วงนี้ไปด้วยกันให้ได้ นายประเสริฐ กล่าว
