คดีพลิก? “ยัต” สวน “ต้า” กลางรายการดัง หลัง (อดีต)เพื่อนรักดับเครื่องแฉพฤติกรรม สรุปแล้วจุดเริ่มต้นการแตกหักอยู่ตรงไหน?
กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการครีเอเตอร์ สำหรับกรณีความขัดแย้งระหว่างอดีตเพื่อนซี้อย่าง “ต้า-ยัต” ที่ร่วมกันทำช่อง “ต้า ยัต ชัยโสโร” ก่อนเกิดปัญหาความสัมพันธ์และข้อพิพาททางธุรกิจ จนนำไปสู่การฟ้องร้องเรียกเงินกันเป็นมูลค่าหลักสิบล้านบาท โดยวันนี้ (25 ส.ค. 2569) ทั้งสองฝ่ายได้ออกมาเปิดใจผ่านรายการ โหนกระแส

ต้าเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า ก่อนหน้านี้เคยทำยูทูบในชื่อ “เฟ็ดเฟ่ บอยแบนด์” ร่วมกับกลุ่มเพื่อนประมาณ 10 คน โดยทำต่อเนื่องราว 6-7 ปี ก่อนจะแยกย้ายกันไป เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการทำงานเพิ่มสูงขึ้น หลังจากนั้นต้าได้กลับมาทำช่องอีกครั้ง โดยร่วมงานกับ “ยัต” ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าและเพื่อนสนิท
เมื่อทั้งคู่มาทำช่อง “ต้า ยัต ชัยโสโร” ร่วมกัน ต้าเล่าว่าเริ่มมีปากเสียงกันตั้งแต่สัปดาห์แรก โดยช่วงหนึ่งเคยขอลาออกเพื่อหลีกเลี่ยงการทะเลาะกัน แต่มีการพูดคุยกันว่าเพิ่งเริ่มทำงานด้วยกัน จะรีบแยกทางกันเลยหรือ จึงตัดสินใจลองปรับตัวเข้าหากันและทำงานต่อ
อย่างไรก็ตาม ต้าอ้างว่า หลังจากนั้นตนเองเริ่มรู้สึกว่าถูกครอบงำทางความคิด โดยอีกฝ่ายมักพูดว่าตน “สมองเสื่อม” “ฟอร์มตก” คิดงานไม่ดี และทำงานไม่ได้แล้ว จนทำให้สูญเสียความมั่นใจ และยอมให้อีกฝ่ายเข้ามามีอำนาจในการตัดสินใจและบริหารงานมากขึ้น
ต้าระบุว่า ด้วยความที่เป็นแฟนคลับและรักเพื่อน จึงฟังคำพูดเหล่านี้มาตลอดจนเริ่มเชื่อว่าตัวเองไม่มีความสามารถจริง ๆ ทั้งที่ไอเดียบางอย่างซึ่งเคยถูกตำหนิว่าไม่ดี สุดท้ายกลับถูกนำไปใช้ในการทำงานอยู่เสมอ

นอกจากเรื่องงาน ต้ายังเล่าว่าตนเองรู้สึกถูกลดคุณค่าจนกลายเป็นเหมือน “ตัวกระจอก” ในออฟฟิศที่ใครก็สามารถแกล้งได้ ทั้งการยอมให้เพื่อนตบศีรษะ หรือกระทั่งถูกโกนศีรษะ โดยมีการอ้างว่าเพื่อทำให้คลิปตลกและมียอดวิวสูง แต่เจ้าตัวพยายามคิดว่าเป็นเรื่องของงาน เพื่อให้งานเดินต่อและรักษาบรรยากาศในการทำงานเอาไว้
ส่วนเหตุการณ์หลังกล้อง ต้าเล่าว่า เคยมีการออกกองถ่ายต่างจังหวัดและต้องสำรองเงินส่วนตัวจ่ายค่าใช้จ่ายไปก่อน แต่เมื่อกลับมาเบิกเงินกลับถูกอีกฝ่ายพูดในลักษณะว่า “งานไม่ผ่านแล้วยังจะกล้ามาเบิกอีกเหรอ” ทำให้ต้ารู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิดจริง ๆ และตัดสินใจรับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าวด้วยตัวเอง
ต้าระบุว่า ความกดดันจากการถูกลดทอนคุณค่าและเหตุการณ์ต่าง ๆ สะสมมาเป็นเวลานาน จนส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและทำให้ตนเองป่วยเป็นโรคทางจิตเวช โดยระบุว่ามีใบรับรองแพทย์ยืนยัน
ต่อมา ยัตได้ติดต่อเข้ามาในรายการโหนกระแส เมื่อถูกถามถึงประเด็นเรื่องการครอบงำหรือควบคุม ต้าจึงถามกลับว่าหมายถึงการควบคุมเรื่องการทำคอนเทนต์หรือไม่ ก่อนจะระบุว่าครอบคลุมทั้งการทำคอนเทนต์และชีวิตจริง ทำให้ยัตถึงกับหัวเราะออกมา

ยัตไม่ได้อธิบายรายละเอียดถึงข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่กล่าวในลักษณะตั้งคำถามกลับว่า หากสิ่งที่ต้าพูดถือเป็นการควบคุม แล้วสิ่งที่ตัวเองเคยเจอคืออะไร พร้อมระบุว่า “ผมคงโดนจนชินไปแล้ว”
ส่วนประเด็นเรื่องหุ้นและบริษัท ยัตระบุว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย และไม่ต้องการพูดรายละเอียดมากนัก เพราะหากทั้งสองฝ่ายออกมาพูดคนละมุม อาจกลายเป็นข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน จึงขอให้ศาลเป็นผู้พิจารณาและตัดสิน
ยัตยังยืนยันว่า เรื่องการแยกทางในการทำงานมีการพูดคุยกันมาก่อนแล้ว โดยระบุว่า ต้าจะเป็นฝ่ายออกจากชัยโสโรเอง เพราะต้องการกลับไปทำเฟ็ดเฟ่เพียงคนเดียว
ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องการถูกลดคุณค่า การครอบงำทางความคิด รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับข้อพิพาทด้านหุ้นและเงิน เป็นข้อมูลจากคำให้สัมภาษณ์ของแต่ละฝ่าย ซึ่งยังมีรายละเอียดและข้อเท็จจริงที่ต้องติดตามจากหลักฐานและกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

