เรื่องราวชีวิตรักของนักแสดงหญิงรายหนึ่งจากดินแดนไต้หวันกำลังถูกพูดถึงอย่างมาก หลังเธอออกมาเปิดเผยประสบการณ์ชีวิตแต่งงานที่เต็มไปด้วยบาดแผล เมื่อความสัมพันธ์กับสามีที่เคยรักต้องพังทลายลงเพราะการนอกใจ และยิ่งสะเทือนใจมากขึ้นเมื่อเธอพบว่า คนที่เข้ามาเป็น “มือที่สาม” นั้นกลับเป็นคนใกล้ตัวที่สุดในชีวิต

นักแสดงหญิงรายนี้คือ เจียงผิง ซึ่งเริ่มต้นเส้นทางในวงการบันเทิงจากการเป็นนางแบบ ก่อนจะก้าวเข้าสู่วงการแสดงจนเป็นที่รู้จัก ในช่วงวัยสาวเธอได้ตกหลุมรักนักเขียนบทที่อายุมากกว่าถึง 14 ปี แม้จะมีคนรอบตัวหลายคนเตือนถึงความต่างของวัยและความเสี่ยงของความสัมพันธ์ แต่เธอก็ตัดสินใจแต่งงานกับเขาอย่างรวดเร็ว และทั้งคู่มีลูกด้วยกัน โดยเธอเคยอธิบายว่า ในเวลานั้นเธอมองว่านิสัยของสามีถือว่า “พอรับได้” จึงตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน
ท้ายที่สุด เมื่อถูกถามอย่างหนัก สามีก็ยอมรับความจริงที่ทำให้เธอแทบช็อก โดยเปิดเผยว่าเขามีความสัมพันธ์กับ “แม่แท้ ๆ ของเธอ” และยังเคยแอบพบกันภายในบ้าน ขณะที่เธออยู่ในห้องนั่งเล่นของบ้านตัวเอง
ความจริงที่ได้รับรู้ทำให้เจียงผิงถึงกับตั้งสติไม่อยู่ เธอรีบโทรศัพท์ไปถามแม่เพื่อยืนยันเรื่องดังกล่าว แต่ยังไม่ทันจะพูดจบ แม่ก็รีบตัดสายทันที ด้วยความสับสนและเจ็บปวด เธอจึงเดินทางไปที่บ้านของแม่เพื่อขอคำตอบด้วยตัวเอง
เมื่อไปถึงบ้าน แม่ของเธอกลับเปิดประตูเพียงเล็กน้อย และรีบปิดทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นลูกสาว ขณะที่พ่อของเธอซึ่งไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นกลับออกมาถามด้วยความเป็นห่วง ด้วยความกลัวว่าความจริงจะทำให้พ่อเสียใจ เธอจึงเลือกไม่พูดอะไร ก่อนจะเดินทางกลับออกมา

ต่อมาเมื่อเธอกลับไปเผชิญหน้ากับสามีอีกครั้ง ฝ่ายชายกลับยอมรับเรื่องทั้งหมดโดยไม่มีท่าทีสำนึกผิด แถมยังกล่าวโทษแม่ของเธอว่าเป็นฝ่ายเข้าหาเอง และยังพูดในลักษณะดูหมิ่นว่า หากไม่ได้มีความสัมพันธ์กับเขา แม่ของเธอก็อาจจะไปมีความสัมพันธ์กับผู้ชายคนอื่นอยู่ดี
เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างบาดแผลลึกในใจของเจียงผิง และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแม่ขาดสะบั้นยาวนานเกือบ 20 ปี หลังจากวันนั้น ทั้งสองแทบไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย โดยการพบกันครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในงานศพของคุณยาย ซึ่งทั้งคู่ไม่ได้พูดคุยกันแม้แต่คำเดียว เพียงแต่แม่ของเธอนำชุดไว้ทุกข์มาคลุมให้ลูกสาวอย่างเงียบ ๆ
แม้จะรู้ความจริงที่เจ็บปวด เจียงผิงในช่วงหนึ่งยังพยายามรักษาชีวิตแต่งงานเอาไว้ ถึงขั้นย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่กับสามี แต่ความสัมพันธ์กลับไม่ดีขึ้น อีกทั้งสามียังมักกดดันให้เธอให้เงินเพิ่มอยู่บ่อยครั้ง
ท้ายที่สุด เธอจึงตัดสินใจยุติชีวิตแต่งงาน เพื่อปกป้องสุขภาพจิตของตัวเองและเริ่มต้นชีวิตใหม่
ปัจจุบัน เจียงผิงเผยว่า อดีตสามีของเธอมีสุขภาพร่างกายอ่อนแอและมักเจ็บป่วย โดยต้องพึ่งพาการดูแลจากลูกชายเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่าหากเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของลูก เธอก็ยังยินดีช่วยดูแลอดีตสามี เพราะสำหรับเธอแล้ว ลูกยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต และเธอไม่อยากให้ลูกต้องรับภาระเพียงลำพัง

ข้อมูลจาก Straits Times และ ETtoday
