วานนี้ (31 ธ.ค. 2568) นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยมุมมองต่อสถานการณ์ราคาทองคำในปี 2568 ระบุว่า ปีนี้ราคาทองคำมีความร้อนแรงเป็นพิเศษ ต่างจากแนวโน้มเฉลี่ยในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา โดยปกติ ราคาทองคำจะปรับขึ้นปีละประมาณ 8 – 9% แต่ในปี 2567 ราคาทองกลับพุ่งขึ้นกว่า 20% ซึ่งในปี 2568 ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนตุลาคม ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแล้วเกือบ 70% ทำให้ทั่วโลกให้ความสนใจและหันมาสะสมทองคำเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนจากหลายประเทศที่มีประชาชนไปต่อคิวซื้อทองคำ

โดยในประเทศไทย ราคาทองคำยังทำสถิติ New High ที่ระดับ 67,400 บาท เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยความร้อนแรงของราคาทองคำ ส่งผลให้เกิดความผันผวนสูง ทั้งการขึ้นแรงและลงแรง ซึ่งในอดีตไม่ค่อยพบเห็น และหลังจากราคาทำสถิติ New High นักลงทุนบางส่วนต้องเผชิญภาวะ “ติดดอย” เพราะซื้อทองในราคาสูงกว่าต้นทุน ก่อนที่ราคาจะปรับตัวลดลง
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มหลังจากนี้ ยังคงมองว่าทองคำอยู่ในทิศทางขาขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก สงครามการค้าและภาษีของสหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ขณะเดียวกันธนาคารกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะจีน ยังคงสำรองทองคำเพิ่มขึ้น จากความกังวลต่อเสถียรภาพของเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าเฟดอาจปรับลดดอกเบี้ยลง หากลด 0.25% ราคาทองคำก็อาจขยับสูงขึ้นอีก
สำหรับแนวโน้มปี 2569 นายจิตติ ระบุว่า มีโอกาสเห็นราคาทองคำทำ New High อีกครั้งในช่วงหลังต้นปี 2569 เป็นต้นไป แม้ความร้อนแรงน่าจะไม่เท่าปี 2568 แต่หากราคาทองคำโลกขยับขึ้นประมาณ 10% จากระดับคาดการณ์ช่วงต้นปีที่ราว 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก็อาจทำให้ราคาทองคำในไทยแตะระดับ 70,000 บาทได้ โดยเป็นโอกาสในระยะยาว ไม่ใช่ระยะสั้น
นายจิตติ ยังกล่าวว่า กำลังซื้อของประชาชนลดลงตามราคาทองคำที่สูงขึ้น โดยพฤติกรรมการซื้อเปลี่ยนไป ส่วนใหญ่หันมาซื้อทองคำแท่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 80% ขณะที่ ทองรูปพรรณเหลือเพียง 20%
ส่วนการแข็งค่าของเงินบาท มาจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ และการที่หลายประเทศขายดอลลาร์เพื่อนำไปซื้อทองคำ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าตามไปด้วย
ข้อมูล PPTV
